theatre

รักติดต่อ (Ai no Kakera)
Directed by โชโกะ ทานิกาวา และ นภัค ไตรเจริญเดช
(Kabuki la&4daruma)
 
 
กล่าวอย่างง่ายที่สุด ตัดสินใจไปดูเรื่องนี้เพราะคิดถึงการแสดงของ 'เต๋า-สโรชา วาทิตตพันธ์'
และรู้สึกโดยจิตสำนึกว่าตัวเองน่าจะชอบละครจริตเช่นนี้, ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น
 
กล่าวอย่างสั้นที่สุด
"รักติดต่อ" คือละครที่พูดถึงความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงของคนสี่คน, หนุ่มญี่ปุ่นสองคนกับสาวไทยสองคน
ความสัมพันธ์ที่เป็นทั้งเพื่อนและคนรัก บ้างเกินเลยไปกว่านั้น จนมันนำสู่เรื่องที่ขมวดให้ปมแข็งแรงและขึ้นสูง
ละครพูดถึงเหตุผลที่คนคนหนึ่งควรมีชีวิตอยู่ต่อไป ในวันที่เขาเหล่านั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว
บางที, การที่เราหายใจในทุกวัน ก็ไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง, แต่เป็นเพื่อคนอื่น 
บางครั้ง, การที่เราทำสิ่งเดิมๆ ซ้ำกัน ก็เพื่อลืมที่จะจำว่าจริงๆ แล้วตัวเราอยู่ไปทำไม
มีหลายประโยคในเรื่องที่สวยงาม อิ่มเอิบและทำให้กลับมาคิดอะไรบางอย่าง
เราไม่ต้องตั้งความหมายกับชีวิตไว้สูงก็ได้
แค่สุดท้ายเราต้องอยู่ให้ได้ ต้องอยู่ต่อไป, และมีความสุขกับมัน
 
ประเด็นของเรื่องค่อนข้างชัดเจนและทำได้ดีทีเดียว แม้ละครจะเนิบไปมากบ้างในบางตอน (แอบวูบตอนช่วงท้ายๆ ของฉากสอง) และละครมีความเป็นญี่ปุ่นสูงมากไม่ว่าจะเป็นแนวทางการแสดง นักแสดง และภาษาพูดซึ่งทำให้จับได้ไม่ทันว่าตัวละครพูดอะไร แต่ด้วยความที่แก่นความคิดของเรื่องก็สอดรับกับสังคมญีปุ่น (เช่น เรื่องการฆ่าตัวตาย) ก็เลยทำให้โดยภาพรวมละครเป็นภาพฟุ้งๆ สีเทาตามสไตล์ของหนังญี่ปุ่นที่คุ้นเคย

ชอบการแสดงของเต๋า-สโรชา เราคิดถึงเธอและอยากให้เธอโลดแล่นอยู่ในโลกการแสดงอีกครั้ง, เช่นกันกับการแสดงของโชโกะ ทานิกาวา และฟูโตชิ ฮาชิโมโตะ ฉากปะทะที่พูดภาษาญี่ปุ่นใส่กันนั้นเจ๋งมากและสื่อสารประเด็นออกมาได้ดี
 
ยังไงดีนะ, เหมือนตอนแรกเราจะไม่ชอบใจในความเนิบของเรื่อง
แต่พอดูจบแล้ว ความช้าเหล่านั้นกลับเป็นเสน่ห์ของเรื่องที่ว่า 'มันต้องเล่นอย่างนี้จริงๆ แหละ'
 
ชอบฉากสุดท้าย ฉากที่ตัวละครทั้งสี่นั่งกินข้าวเช้าด้วยกัน พูดคุยกันว่าจะทำอะไรต่อไปในวันที่ลืมตาขึ้นมา
และชอบประโยคสุดท้ายของเรื่อง
ซึ่งขอให้มันเป็นจริง
 
'ขอให้ทุกคนแข็งแรง'

'อะไร' ในออกซิเจน

posted on 06 Jul 2012 22:32 by iamdozenist in theatre directory Entertainment
OXYGEN
Directed by: Teerawat Mulvilai
 
 
เรารู้กันดีว่า "ออกซิเจน" คือสิ่งจำเป็นอันดับต้นๆ ต่อร่างกาย ขาดมันไปไม่ได้...ขาดไป แล้วขาดใจ
เราแน่ใจว่าเราสูดเอาออกซิเจนเข้าปอดกันอยู่ทุกวัน
แต่ถามให้แน่ใจกันอีกครั้งว่า 'ออกซิเจนที่เราเอาเข้าร่างกายไป จะไม่มีมลพิษรวมอยู่ด้วย?'
 
การแสดง 'ออกซิเจน (OXYGEN)' โดยคณะละคร B-Floor ครั้งนี้ เป็นการแสดงภาคสุดท้ายของการแสดงไตรภาคต่อจาก 'Flu-O-Less-Sense' และ 'Full Alright' เมื่อสามปีก่อน ซึ่งหากติดตามมาอย่างดีก็พอจะทราบว่าการแสดง Physical Theatre ชุดนี้มีประเด็นอยู่ที่การหยิบจับเอากระแสสังคมร่วมสมัยมาสื่อสารผ่านสัญญะต่างๆ ที่ให้ความรู้สึก 'ไม่ธรรมดา' แก่คนดูแน่นอน
 
สำหรับการแสดงยาวหนึ่งชั่วโมงครึ่งเรื่อง 'ออกซิเจน' นี้ เมื่ออาศัยนักแสดงอย่างดุจดาว วัฒนปกรณ์ บุญใหญ่, ศศพินทุ์ ศิริวาณิชย์, นานา เดกิ้น, ศรุต โกมลิทธิพงศ์, จารุนันท์ พันธุชาติ และธนพล วิรุฬหกุล ก็ยิ่งไม่ทำให้น่าเป็นห่วงสำหรับการแสดงท่วงทาและลีลาจากร่างกายของพวกเขาและเธอที่ช่างดูลื่นไหลและสื่อสาร 'ประเด็น' ที่ผู้กำกับอย่างธีรวัฒน์ มุลวิไลตั้งใจไว้ได้อย่างดี แม้ว่าบางส่วนจะต้องมีการตีความและอิงเหตุการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมาอยู่ไม่น้อยก็ตาม
 
สิ่งที่โดดเด่นของการแสดงครั้งนี้มีอยู่หลายประการ อย่างแรกคือความต่อเนื่องของการแสดงจากซีนหนึ่งไปยังอีกซีนหนึ่งที่เชื่อมต่อผ่าน Physical ของนักแสดงได้ดี การเรียงร้อยเรื่องราวที่จะเล่าประกอบกับเสียงเพลงและงานออกแบบแสงที่ทำให้คนดูตกอยู่ใน 'สภาวะ' เดียวกับนักแสดงได้ไม่ยากนัก
แต่ที่ได้ใจเรามากที่สุดอยู่ที่การเล่นกับ 'วัตถุ (Object)' ต่างๆ ทั้งลูกโป่ง ถุงพลาสติกขนาดใหญ่ ฯลฯ ซึ่งมีสัญญะสื่อถึงอากาศ/ลมหายใจ/การไม่หายใจ/ความอึดอัด/การดิ้นรน/การระเหิดหาย ความคิดสร้างสรรค์บวกกับความเข้าใจคิดหาวัตถุเหล่านี้มาประกอบเพื่อ 'สื่อสารประเด็น' ทำออกมาได้ดีเหลือเกิน ประกอบกับการออกแบบฉากสุดแปลกที่ทำให้เราตะลึงได้ตั้งแต่เดินเข้าไปนั่งในโรงละคร ยิ่งเมื่อการแสดงผ่านไปและทำให้เห็นว่าฉากเหล่านั้นเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ส่งผลต่อความหมายของการแสดงด้วยก็ยิ่งเข้าใจว่าทำไมถึงต้องสร้างสรรค์งานฉากที่ดีขนาดนี้
 
-----
 
'OXYGEN' พูดถึง 'สภาวะการหายใจ' ของมนุษย์เรา
แต่การแสดงของพวกเขาทำให้บางครั้งเราถึงกับต้อง 'หยุดหายใจ' เหมือนตกอยู่ในสภาวะเดียวกับนักแสดงไปโดยไม่รู้ตัว 
บางครั้งเราโล่งอกสบายปอด แต่บางครั้งเราก็เหมือนหายใจไม่ออก อึดอัด และดิ้นรนหาออกซิเจนบริสุทธิ์เข้ามา
เราหายใจ, แต่เราเอา 'อะไร' เข้าไป?
และพอมันเข้าไปอยู่ในตัวเราแล้ว, เราเป็นอะไร?
 
สภาวะบางอย่างที่เราเป็นกันอยู่ทุกวันนี้เกิดจากการรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองและเสพสื่อต่างๆ เข้าไปในตัว เราไม่พูดถึงปริมาณในที่นี้ แต่เรื่อง 'คุณภาพ' ของมันมีผลหล่อหลอมให้เราเป็น 'อะไรบางอย่าง' ที่มีมุมมองต่อเรื่องราวนั้นๆ ตามแต่สิ่งที่เราเอาเข้าไป...และเรามั่นใจไม่ได้ว่าเรารับเอาแต่สิ่งดีๆ
ในสภาวะที่สังคมเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร มันเคลือบมาพร้อมกับลัทธิความเชื่อบางอย่าง สังคมเกิดการรับรู้และจดจำมันเป็นแบบเป็นแผนที่ทำให้เราไม่กล้าตั้งคำถามและปฏิบัติตามๆ กันไปอย่างนั้นโดยไม่เข้าใจว่าทำไม เหมือนกับที่เราหายใจเข้า-ออกกันเป็นปกติทุกวัน แต่เราไม่เคยตั้งสติรับรู้ถึงวิธีการหายใจของเรา
นี่เองเป็นคำตอบว่าทำไมเราถึงอยู่ในสภาพกระสับกระสนและวุ่นวายไปทุกครั้งเมื่อมีปรากฏการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นในสังคมเรา...สังคมไทยที่ไร้ภูมิคุ้มกัน ตื่นตูมจากข่าวสารที่ได้รับ, คติที่เคยยึดถือ และความเชื่อที่เป็นรากลึก
เรารับทุกอย่างเข้าตัวโดยไม่กรองก่อนว่ามัน 'บริสุทธิ์' หรือเป็น 'มลพิษ' มากน้อยแค่ไหน
 
พอเรารับมลพิษเข้าไป บ่อยครั้งเราก็กลายเป็นใครก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่ตัวเรา
พอเรารับมลพิษเข้าไป เราก็กลายเป็นอะไรก็ได้ที่ต้องได้มาซึ่งอากาศบริสุทธิ์
แม้จะต้องต่อสู้แย่งชิงหรือทำร้าย 'มนุษย์' ด้วยกันเอง
 
 
ไม่ว่าจะอย่างไร, มีความคิดหนึ่งที่แวบขึ้นมาในหัวขณะที่กำลังนั่งดูอยู่
'นี่คือ Physical Theatre ที่เจ๋งที่สุดเท่าที่เคยดูมา'
ประโยคข้างต้นจะเป็นจริงแค่ไหนต้องลองไปพิสูจน์กันเอง
 
 
การแสดง 'OXYGEN' จัดแสดงที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ ตั้งแต่วันที่ 5-16 กรกฎาคมนี้ (เว้นวันอังคาร-พุธ) รอบ 19.30 น. เพื่อรวบรวมทุนก่อนนำไปแสดงที่นิวยอร์ก
บัตรราคา 500 บาททุกที่นั่ง ซื้อบัตรได้ที่ www.bfloortheatre.com

เมฆ.สอง.สี

posted on 04 Apr 2012 22:20 by iamdozenist in theatre directory Entertainment
เมฆ.สอง.สี
ละครปริญญานิพนธ์ สาขาวิชาสื่อสารการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กำกับการแสดงและเขียนบท : กฤติน ปูชนียางกูร ณทัย ศิริกันตราภรณ์

 
เนื้อเรื่องไม่พูดถึง เดี๋ยวสปอยล์ (เพิ่งเล่นรอบแรกวันนี้)
ไม่หรอก #จริงๆ ขี้เกียจเขียน ==
 
ค่อนข้างเป็นละครที่ถูกกับจริตแปลกๆ ของเรา
จริงๆ ก็แอบคาดหวังว่าละครพี่ซูมพี่ไบรท์น่าจะมาแนวทางนี้ และก็ดีที่เป็นแบบที่หวังไว้เหมือนกัน
ชอบโทนของเรื่องที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านคำพูด-บทสนทนาของตัวละคร
ผ่านการแสดงสีหน้าท่าทาง ฉาก แสง รวมไปถึงเพลงประกอบ
ทุกอย่างมันเลยเสริมกันได้ดี ดูเป็นหนึ่งเดียวกัน
การมีอยู่ การเกิดขึ้น และการกระทำของตัวละครแต่ละตัวเชื่อมโยงกันได้ดีอย่างน่าประหลาด
เก็บรายละเอียดของเรื่องได้ชัดเจน เช่น ดอกไม้จริง-ดอกไม้่ปลอม ปลาทอง หรือแม้แต่จดหมายจากเด็กกำพร้า
ทุกอย่างที่ปูไว้ตั้งแต่เริ่มเรื่องก็เก็บได้หมดในตอนท้าย
เป็นหนึ่งสิ่งที่ชื่นชมและชื่นชอบครับ
แต่ว่ารอบนี้ยังมีส่วนที่ติดๆ อยู่บ้างเรื่องการแสดง เรื่องจังหวะที่บางครั้งก็เนิบ บางทีก็รวนไปหน่อย
อาจเป็นเพราะรอบแรกรึเปล่าไม่แน่ใจ?

แต่โดยรวมแล้วละครไม่ฟุ้ง มีประเด็นชัดเจนดี
อาจเป็นเพราะเราอินเรื่องคนในความฝันด้วยละมั้ง
อาจเพราะเราเคยอยู่ในโลกแห่่งความฝันมาเหมือนกัน
บางทีก็อยากหลับ
เพราะรู้ว่ามีใครหลายคนรอเราอยู่ในความฝัน
แต่สุดท้ายเราก็ต้องตื่นมา
สุดท้ายชีวิตเราก็ยังอยู่ที่นี่...ที่เวลายังดำเนินไป
 
 
เราว่าละครเรื่องนี้สำเร็จได้เพราะความรักเหมือนกัน ^^

 

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ โดย iamdozenist* blog ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Thailand.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ iamdozenist.exteen.com.