life

ฉันกินความทรงจำ

posted on 04 Aug 2013 10:46 by iamdozenist in life directory Diary
ความทรงจำกินได้, เชื่อไหม
ถึงมันจะหวานปะแล่มไปสักหน่อย เราก็ชอบดื่มด่ำมันบ่อยๆ
อย่างน้อยที่สุด ในเวลาที่ชีวิตย่ำแย่
การกินความทรงจำก็ทำให้คิดถึงเรื่องดีๆ ที่ผ่านมาได้เสมอ
 
 
เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นคนชอบกินความทรงจำ
ทั้งจากแผ่นกระดาษบางๆ และไทม์ไลน์บนหน้าจอ
หลายสิ่งที่เคยเป็นตัวเรา หลายสิ่งที่เราเคยทำ หลายสิ่งที่เราเคยรู้สึก
ถ้ามันมีหลักฐานยืนยันไว้, ก็ทำให้กลับไปดูได้บ่อยครั้ง
และไม่ว่าตอนที่เขียนมันไปนั้นจะรู้สึกอย่างไร
ดี ร้าย ย่ำแย่ เศร้า เสียใจ อ่อนไหว อ่อนแอ
น่าแปลกที่พอกลับมาอ่านอีกครั้ง
มันรู้สึกดี
 
นี่เลยเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราชอบจดอะไรไว้ในสมุด 
บอกตัวเองว่า 'เผื่อวันไหนคิดถึงก็กลับมาอ่านได้บ่อย'
เอาเข้าจริง, สมุดที่จดไว้ก็ถูกยัดอยู่ในลิ้นชัก และไม่ได้เอามาอ่านได้บ่อยเหมือนที่ตั้งใจ
ที่แย่กว่าก็คือ
ช่วงนี้เราแทบไม่ได้จดบันทึกแล้ว
 
ถ้าจะให้ยกเหตุผลมันคงมีเป็นร้อยแปด
ที่จะอ้างว่าทำไมถึงไม่เขียน
ความทรงจำในช่วงปีที่ผ่านมา, เลยโยกย้ายไปอยู่ในหน้าจอเสียมาก
มันก็คงดี แต่เราก็กลัวว่ามันจะหายไปในวันหนึ่ง
เชื่อเสมอว่า 'สิ่งที่เป็นสสารให้เราจับต้องได้
เราไม่น่าลืมมัน'
 
เริ่มกลับมาเขียนใหม่...น่าจะยังทันใช่ไหม
 
 
 
ป.ล. สรุปบล็อกนี้ก็ยังเขียนในรูปแบบหน้าจออยู่ดี ฮา

scheme

posted on 30 Jun 2013 00:56 by iamdozenist in life directory Idea
บางครั้งเราสงสัยว่า คนรุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อแม่เรา 
เขาเห็นเรื่องราวในอดีตเป็นสีอะไร
ทั้งที่คำตอบมันก็มีอยู่ในตัวเองแล้วว่า...เป็นสีอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน
ไม่ต่างกัน
แต่เพราะเราเองต่างหาก ที่มีภาพจำกับเรื่องราวเก่าก่อนเป็นภาพสีซีเปียเท่านั้น
เราเลยคิดว่า...หรือคนในสมัยก่อน เขาเห็นกันด้วยสีน้ำตาลซีดจางอย่างนั้นจริงๆ
 
บางครั้งเราสงสัยว่า แล้วคนรุ่นลูกรุ่นหลานเรา 
เขาจะเห็นเรื่องราวในอนาคตเป็นสีอะไร
จะสดใส หวานหวาน จาดจ้ามากกว่าที่เป็นอยู่ไหม
และอดีตจะจางลงไปอย่างที่เป็นมารึเปล่า
 
ก็น่าสนใจเหมือนกัน.
 
 

a piece in a day

posted on 12 Jun 2013 00:06 by iamdozenist in life directory Diary
เพิ่งปิดเล่ม a day ฉบับ a team junior 9 ไปหมาดๆ
แม้ว่ายังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม แต่ว่าโดยรวมมันสมบูรณ์แล้ว
ตลอดเวลาเกือบ 3 เดือนบนออฟฟิศเอกมัย มีความรู้สึกต่างๆ มากมายหมุนเวียนกัน
เพราะเราปิดเล่มกันในช่วงที่หลายๆ คนเปิดเทอมไปแล้ว
มันเลย จ า ง หาย แบบค่อยๆ ผ่านไป
จนใจหาย
 
มีไดอารี่ที่ผลัดกันเขียนเวียนกันใน 15 คน แต่ละวัน แต่ละคน
สามเดือน ได้เขียนสามวัน...และไม่ได้เผยแพร่ให้ใครอ่าน
เขียนแล้ว ก็อยากให้มีบางคนอ่าน 
และไม่อยากให้ลืมไป 
25 มีนาคม 2556
         เพราะว่าเข้าออฟฟิศมาเป็นคนสุดท้าย เลยได้เขียนไดอารี่เป็นคนแรก
         
         วันนี้เป็นวันแรกที่ a team junior 9 ทั้งสิบห้าคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา (แต่ก็แค่ครึ่งวันเช้า) น่าสงสัยว่าเราจะได้เจอกันครบอีกครั้งเมื่อไหร่ เป็นวาระที่รอคอยเพราะจะได้ไปกินบุฟเฟ่ต์กัน (ไม่เกี่ยวนะ)
       
         วันนี้เกือบค่อนวันหมดไปกับการปฐมนิเทศซึ่งสนุกและเป็นกันเองดีมาก เห็นภาพรวมของอะเดย์ชัดขึ้น เห็นว่าเราจะได้ใช้ชีวิตกันแบบไหนในอีกสองเดือนข้างหน้านี้ ทั้งตื่นเต้นและก็แอบหวั่นใจไม่ได้ เป็นคนอย่างนี้เสมอแหละ พลอยอัดเทปช่วงที่พี่ๆ แนะนำคอลัมน์ทั้งหมดในอะเดย์ได้ชั่วโมงครึ่ง สิริรวมกว่าสี่สิบคอลัมน์ที่ต้องรับผิดชอบกันให้รอดในเล่มเดือนมิถุนายน…เล่มของพวกเรา
         
         เพราะว่าเวลามีน้อยและถูกมอบหมายว่าต้องเสนอ main course กันวันพุธ พวกเราจับกลุ่มประชุมอย่างเคร่งเครียดแกมสนุกสนานว่าแต่ละคนมีไอเดียอะไรบ้าง กองฯ เสนอเรื่องที่เขียนตอนสมัครเข้ามาและเพื่อนๆ ก็ช่วยกันดูให้ ที่ชอบที่สุดคือเราผลัดกันแชร์ว่าแต่ละคน “ชอบ” อะไรกันบ้าง เพราะจะได้ดูว่าพวกเราสนใจและสนุกกับอะไรร่วมกัน หลักๆ ก็คงเป็นเรื่องบันเทิงทั้งหลาย ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ เรื่องที่ชอบเดินทาง (ดูเหมือนพวกเราจะอินกับรถเมล์ เรือ รถไฟกันเป็นพิเศษ) และเรื่องกิน ที่ดีคือเราได้เห็นบุคลิกที่ซ่อนไว้ในแต่ละคนซ่อนอีก เช่น ม็อบชอบดูหนังโหดเลือดสาด หรือพลอยที่ชอบเด็ก คนแก่ คนพิการ (แต่ไม่ใช่นางสาวไทย) แตมชอบปรัชญาตะวันตก ส่วนไอซ์ชอบปรัชญาตะวันออก
       
         ช่วงนี้มีความสุขดี ยังไม่มีคอลัมน์ที่รับผิดชอบเป็นหลักใหญ่ แต่ก็สนุกที่จะได้อยู่กับเพื่อนๆ น้องๆ ทุกคน แม้จะยังไม่สนิทกันทุกคนแต่ภายในพวกเราก็คงมีอะไรคล้ายๆ กันอยู่
 
รักษาความสุขระดับนี้ไว้ให้ถึงช่วงสุดท้ายเลยนะ

18 เมษายน 2556

วันนี้กึ่งดีกึ่งร้าย

         ช่วงเย็นเพิ่งสัมภาษณ์แตม เป็นหนึ่งในแบบฝึกหัดที่ชาวกองบ.ก. ต้องสัมภาษณ์เพื่อนในทีมหนึ่งหรือสองคนแล้วนำมาเขียนคล้ายๆ คอลัมน์ Outsiders ก่อนจะออกไปลงสนามสัมภาษณ์และทำเนื้อหาแบบจริงจังในเล่มของพวกเรา (ที่ ณ ขณะนี้ก็ยังไม่มีเมนคอร์สแน่ชัด) ความเห็นส่วนตัวแบบมีอคติ เราสนุกและยังคงชอบการพูดคุยแบบนี้เสมอไม่ว่ากับใครก็ตาม คิดถึงตอนที่คุยกับนัทบนเชียงดาว โมเมนต์คล้ายกันและครั้งนั้นสนุกมาก

         แต่วันนี้เกร็งๆ เรารู้สึกเหมือนกันว่าไปไม่สุด อยากคุยอะไรอีกตั้งเยอะแต่ก็พะวงกับคำถามหรือเรื่องประเด็น จริงๆ ถ้าลืมไปมันน่าจะออกมาดีกว่านี้ ทั้งๆ ที่ระหว่างสัมภาษณ์ก็รู้สึกเลยว่าคุยกับแตมมันได้ถูกคอ ยังน่าจะคุ้ยกันต่อได้อีกหลายเรื่อง แต่ก็ไม่ได้ทำ

         ตอนนั่งรถเมล์กลับบ้านก็โกรธตัวเองขึ้นมาจริงๆ

         สิ่งที่ดีเลยตกไปอยู่ที่เราได้เจอคนพูดคุยถูกคอเพิ่มอีกหนึ่งคน ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้คุยกับแตมเพราะถ้าดูภายนอก เราสองคนมันต่างกัน แตมแม่งเฮฮาใส่ทุกคนในขณะที่เราก็นั่งเงียบๆ อยู่บนโซฟาไป ถ้าจะชอบอะไรในบทสนทนาวันนี้ ก็คือการได้รู้ว่าทุกคนต่างมีอีกคนซ่อนไว้เสมอ ถ้าสี่สิบนาทีที่คุยกันแล้วต่างคนต่างเผยมันออกมา มันก็คงคุยต่อกันได้ยาว เราทั้งเห็นด้วย ชื่นชม และทึ่งไปกับแนวคิดหลายอย่างที่แตมเล่าให้ฟัง ถึงได้บอกว่ารู้สึกดี คล้ายมีแรงบางอย่างสะท้อนกลับมาหานั่นแหละ

         เราทำอะไรอยู่ เชื่อในแนวคิดอะไรไว้รึเปล่า มีความฝัน ความมุ่งมั่นอะไรไหม

         แล้วก็พบว่า…ไม่มีหรอก

         ถ้าเปรียบพวกเราเป็นนักเดินทางจากแต่ละดาวจริงๆ เราคงเป็นเพียงนักเดินทางผู้เก็บเศษเสี้ยวของคนอื่นเข้ามาประกอบกัน…แต่ไม่มีชิ้นส่วนความทรงจำที่เป็นของตัวเองจริงๆ

         เราพบว่า เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากคนอื่นรอบกาย นับเป็นเรื่องดีที่คนรอบตัวมีแต่คนดี คนเก่ง หรือคนที่มีชีวิตน่าสนใจ เราพูดคุย เราคิด เราเก็บสิ่งที่แต่ละคนเขาใช้ในชีวิต เราก็ยกย่อง เราก็ชื่นชมเขา

         แต่เราไม่รู้ ว่าตัวเรามีอะไร

         การออกไปสัมภาษณ์ศิลปิน-นักดนตรีหลายคนในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้พบว่าคนเก่งๆ แต่ละคนต้องผ่านการฝึกฝน ตั้งใจและใช้ชีวิตอยู่กับดนตรีอย่างจริงจัง บางคนอาจไม่ได้เดินบนเส้นทางสายดนตรีอย่างเต็มตัว แต่คำว่า “ไม่จำเป็นต้องเลือก” ก็เป็นวิถีทางหนึ่งที่จะทำให้มีชีวิตอยู่บนสิ่งที่รักกับสิ่งที่รับผิดชอบได้พร้อมกัน

         เหนือสิ่งอื่นใด เราแน่ชัดพอไหม ตั้งใจพอไหม จริงจังพอไหม อยากไปให้สุดหรือเปล่า

         เรามีไหม?

บอกตัวเองว่าพยายามขึ้นอีกก็แล้วกัน



14 พฤษภาคม 2556
         ใจหายที่เห็นเลข 14
         
         เพราะมันหมายถึงว่ากลางเดือนแล้ว แต่เมนคอร์ส (รวมทั้งคอลัมน์นอก) ของพวกเราก็เคลื่อนไปข้างหน้าน้อยมาก ได้แต่คุยกับฝ้ายว่าอย่างน้อย งานก็ยังเดินไปทีละเล็กละน้อย ยังดีกว่าไม่ไปไหนเลย เราค้นพบว่าความยากของเรื่องที่กำลังปลุกปั้นอยู่ นอกจากการค้นคว้า…เอ่อ หลังๆ นี้ เรียกว่าสืบเสาะจะดีกว่าเพราะเราแทบพลิกแผ่นดินหาคนมาสัมภาษณ์กันไม่ได้เลยนั้น ยังอยู่ที่การติดต่อขอองค์กรที่จะเข้าไปสัมภาษณ์ซึ่งแต่ละอย่างระดับบิ๊กกันทั้งนั้น ก็ได้แต่มองโลกในแง่ดีว่าทำให้เราได้ฝึกการติดต่อขอข้อมูลจากองค์กรใหญ่ๆ ที่ถ้าเดินดินกินข้าวแกงคงไม่ได้โทร. เข้าไปหา
         
          ช่วงนี้หน้าที่เลยมาตกที่กองฯ เป็นส่วนใหญ่ ทำให้เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงเรียกว่ากองบรรณาธิการเพราะว่างานมันกองซะเหลือเกิน (ฮา) แต่ถ้าให้พูดติดปรัชญา คำว่ากองคงหมายถึงการเป็นกลุ่มก้อนที่มีมากกว่าหนึ่ง เป็นทีมที่คนทั้งหมดจะต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน และจะบรรลุเป้าหมายไปด้วยกัน ซึ่งสำหรับอะทีม ถึงจะแบ่งหน้าที่เป็นกองบก., อาร์ต, ปรู๊ฟ, ช่างภาพ แต่ถ้ากองไม่รู้ว่าอาร์ตไปทางไหน ภาพจะออกมาเป็นยังไง หรือถ้าไม่มีแรงของปรู๊ฟมาช่วยคิดช่วยหาคนที่จะสัมภาษณ์ มันก็ไปไม่ได้ ลำพังแค่กองเก้าคนเราคิดกันไม่ถ้วนหรอก
         
         ถ้าไม่มีสิบห้าคน…
         ถึงจะเดินช้าไปหน่อย แต่ถ้ารู้ว่าพวกเราเดินไปพร้อมกันทั้งหมดมันก็ยังอุ่นใจขึ้นใช่ไหม
         แต่หลังจากนี้เร่งสปีดกันหน่อยนะ
 
นุกนิก
กองบรรณาธิการ

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ โดย iamdozenist* blog ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Thailand.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ iamdozenist.exteen.com.