film

おもひでぽろぽろ

posted on 27 Sep 2013 16:18 by iamdozenist in film directory Entertainment, Idea
Only Yesterday (おもひでぽろぽろ, 1991)

"ระหว่างวันที่เมฆครึ้มกับแดดออก
เธอชอบวันไหนมากกว่ากัน?"
 
เคยดูเมื่อปีที่แล้วและจำความรู้สึกได้ว่าชอบมาก 
พอกลับมาดูอีก ความรู้สึกเพิ่มเป็นชอบมากๆ
หนังสะท้อนภาพผู้ใหญ่ที่โตมาในสังคมเมืองหลวงได้ชัดเจนคือเราโหยหาธรรมชาติ ชนบท เราไปทำเกษตรกรรม อยู่กับไร่ เราพบว่ามีความสุข แต่เราอยากอยู่อย่างนั้นตลอดไปรึเปล่า? ต้องถามให้แน่ใจ เรากำลังทำให้ตัวเองมีความสุขหรือเรากำลังหลอกตัวเอง 

พอเล่าสลับกับช่วงเวลาวัยสิบขวบของตัวเอก ที่เธอบอกว่าเป็นช่วงของการผลัดเปลี่ยน เพราะฉะนั้นช่วงวัยนี้เลยมักตามมาหาเราแม้เราจะไม่คิดถึงมัน ความทรงจำทั้งดีร้ายเข้ามาส่งผลกระทบต่อตัวเองเสมอ
เราเองก็เป็นบ่อยๆ ... ถึงจะโตขึ้นแค่ไหน ความทรงจำที่ฝังลึกเราก็คงไม่ลืมหรอก

มีฉากที่ดูแล้วอมยิ้มมากๆ อย่างฉากถามเรื่องสภาพอากาศนี้
กับฉากที่เจ็บปวดมากๆ คือฉากที่ทาเอโกะวัยสิบขวบถูกพ่อตบอย่างแรง เพราะไม่ใส่รองเท้าออกมานอกบ้าน
ดูแล้วสะเทือนมาก

หนังพาเราทบทวนช่วงเวลาตอนเด็กกับช่วงเวลาตอนนี้ของตัวเอง
เราเปลี่ยนไปไม่น้อย ตอนเด็กๆ บางทีคงไม่คิดว่าจะโตมาเป็นแบบนี้
แต่มันคงมีอะไรสักอย่างที่ค่อยๆ ปลูกเข้ามาในตัวเรา แล้วเราก็เป็นแบบนี้ล่ะมั้ง.
 
คู่กรรม (2013), กำกับโดย เรียว กิตติกร
 
 
ไม่อยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้หายไปเฉยๆ แม้ว่ามันอาจไม่ใช่หนังไทยที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ควรที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างที่เห็นกันในอินเทอร์เน็ต ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์น่าจะมีสิทธิมากพอที่จะไม่ต้องตรงตาม "ต้นฉบับ" หากแต่การตีความในอีกมุมมองของผู้กำกับต่างหากที่น่าสนใจมากกว่า
 
"คู่กรรม" เป็นหนังไทยไม่กี่เรื่องที่ตั้งใจว่าจะไปดูในโรงภาพยนตร์ให้ได้ตั้งแต่เห็นเทรลเลอร์บวกกับฟังเพลงประกอบที่ขอยกให้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชันภาษาไทย ภาษาญี่ปุ่นก็ตาม...(ล่าสุดเพิ่งปล่อยเพลง 'โกโบริ' ขึ้นมาซึ่งเป็นเพลงจากมุมของอังศุมาลิน) เอาเป็นว่าถึงขั้นเขียนลงไปในปฏิทินของตัวเองว่าเข้าฉายวันไหน...จริงจังมาก
 
แม้ว่าจะดูล่าช้าไปกว่าหนึ่งสัปดาห์ แต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่แตกแขนงออกเป็นสองสายทั้งชอบและไม่ชอบก็ทำให้ไม่อยากเปลี่ยนใจตัวเอง ยิ่งมีคนบอกว่า "ไม่ชอบ" นี่ยิ่งต้องเข้าไปพิสูจน์ว่าจะเป็นยังไง
ซึ่งสำหรับผลของเรา...เอนเอียงไปทางฝั่ง "ชอบ" มากกว่า แม้จะไม่ที่สุดก็ตาม 
 
ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่าเรายังไม่เคยอ่านบทประพันธ์ดั้งเดิมของคุณทมยันตี จึงไม่อาจพูดถึงประเด็นที่ภาพยนตร์นำเสนอไม่ตรงตามบทประพันธ์ รวมถึงเรื่องประโยคเด็ดอย่าง "ผมจะรอคุณที่ทางช้างเผือก" ซึ่งไม่ถูกพูดถึงเลยในหนัง ซึ่งอาจเป็นเรื่องดีก็ได้ที่ทำให้คนดูไม่ยึดติดกับคู่กรรมที่เราดูซ้ำกันมาสิบกว่าเวอร์ชันแล้ว
 
ชอบอะไร
1. สิ่งหนึ่งที่ติดอยู่ในหัวมาจนถึงตอนนี้คือเพลงธีมของเรื่อง เข้าใจว่าเป็นเพลงตอนเปิดเรื่องที่เรียวตัดสินใจนำเสนอเป็นการ์ตูนสองมิตินั่นแหละ และนั่นคือฉากเปิดที่น่ารักมากที่สุด ด้วยจังหวะเพลงที่ฟังสนุกๆ ในฉากต้นๆ ของเรื่องก็ทำให้มองเห็นว่าคู่กรรมฉบับนี้คงแปลกออกไป
2. การแสดงของณเดชน์ที่ยอมรับว่าดึงดูดมาก ณเดชน์คือโกโบริที่คล้ายจะเคยมีตัวตนจริงๆ ท่าทางทะเล้นกับบุคลิกที่หนักแน่นแต่ก็โอนอ่อนต่อความรู้สึกของอังศุมาลินถูกผสมผสานให้เข้ากัน ยิ่งพูดภาษาญี่ปุ่นกับภาษาไทยสำเนียงคนญี่ปุ่นก็ชัดมาก มีความสุขทุกครั้งที่ได้ยิน ขอยกความดีความชอบให้นักแสดงฝั่งชนชาติญี่ปุ่นทั้งหมดด้วยครับ
3. โปรดักชันนับได้ว่าเนี้ยบและสมบูรณ์พอตัว ทั้งภาพ การจัดวางองค์ประกอบศิลป์ที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังไทย เรามองเห็นแหละว่ามันถูกเซ็ตมาอย่างสวยงามไม่ว่าจะเป็นบ้านของอังศุมาลิน ห้องนอนของเธอ ไปจนถึงฉากงานแต่งงานที่ให้ความรู้สึกถึงสัมพันธไมตรีข้ามชาติจริงๆ เสื้อผ้าหน้าผมรวมไปถึงแสง มุมกล้องที่แปลกตา ทั้งหมดให้กลิ่นของหนังที่ต่างออกไปและเป็นเสน่ห์ที่ตรงจริตเราพอสมควร
4. กลิ่นของคู่กรรมฉบับนี้มันนิ่งๆ คล้ายหนังญี่ปุ่นเลยล่ะ เพราะอย่างนี้เลยชอบด้วยอคติส่วนตัวล้วนๆ คือมีภาษาญี่ปุ่นออกมาจากปากตัวละครคนไหนก็ตามก็มีความสุขแล้ว
 
ไม่ชอบอะไร
1. ติดที่สุดคงเป็นการตัดต่อและลำดับภาพรึเปล่านะ? อาจจะเป็นมุมมองส่วนตัวแต่รู้สึกว่าหนังตัดต่อกระโดดข้ามไปหลายจังหวะเหมือนกัน มันฉึบฉับไปและทำให้หลายครั้งดูตลก เป็นชิ้นของแต่ละช่วงเวลาที่มาต่อเนื่องกัน ชิ้นละเล็กละน้อย ซึ่งตอนดูแรกๆ เราขัดใจและงงไปนิดหน่อยเพราะคนไทยจะไม่คุ้นกับวิธีการเล่าอย่างนี้ แต่พอดูไปเรื่อยๆ ก็ชินและเริ่มจับได้ว่าหนังจะเล่าอย่างนี้แหละ คือจะพูดแค่เหตุการณ์นี้นะ บริบทรอบข้างไม่พูดถึงนะ ซีนที่ผู้กำกับเลือกมาคือซีนที่มีผลต่อเรื่องทั้งหมดแล้ว เพราะฉะนั้นอะไรที่จะช่วยให้เข้าใจซีนดังกล่าวมากขึ้นเลยไม่ต้องมีก็ได้ (อันนี้ส่วนตัวมากนะครับ อย่านำไปอ้างอิง ฮ่าฮ่า)
2. การแช่กล้องนิ่งๆ และซูมไปที่ใบหน้าของตัวละครหลายตัวมันงงๆ และดูตลกไปนิดหน่อยน่ะ 
3. เราไม่ติดการแสดงของริชชี่เท่าไหร่นัก เสียงของน้องอาจจะเจื้อยแจ้วไปบ้างแต่พอยึดหลักที่คุณทมยันตีกล่าวว่า "อังศุมาลินต้องเป็นคนแข็ง" มันทำให้เราลดการจับผิดน้องไปเยอะ แต่กลายเป็นโฟกัสไปที่แม่ของอังศุมาลินแทน โอ๊ย! แต่ละประโยคนี่เป็นหินเลยและเราไม่รู้ว่าเธอพูดเพื่ออะไรสั้นๆ ห้วนๆ เช่นนั้น ถ้าจะถามว่าอังศุมาาลินติดนิสัยอย่างนี้จากใครก็คงเป็นแม่ของเธอนั่นแหละ กับอีกคนหนึ่งคือ "วนัส" ที่แม้จะออกมานิดเดียวแต่ก็พลาดมาก หนังไม่จำเป็นต้องให้วนัสแข็งเช่นนั้น (รวมถึงไม่จำเป็นต้องซูมหน้าเขาให้หลอกเกินพอดีด้วย)
 
กล่าวอย่างสั้น...สำหรับคนที่จะไปดูคู่กรรมฉบับนี้ควรเปลี่ยนมุมมองตั้งแต่หนังเริ่มฉายว่า นี่คือสายตาของโกโบริ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะได้คือความรู้สึกอัดอั้นจากความรักที่ไม่เคยตอบกลับมาจากอังศุมาลิน พอคิดอย่างนี้แล้วสมองจะลบภาพคู่กรรมฉบับเก่าๆ ทั้งหมดไปได้เยอะทีเดียวครับ เหมือนดูหนังเรื่องใหม่ที่เราพอรู้จักสองตัวละครหลักมาก่อนแล้วนั่นแหละ 
 
ปัญหาของหนังเรื่องนี้ที่ทำให้รายได้ไม่สมหวัง ก็เพราะมันหักหลังคนที่มีภาพจำว่า "คู่กรรม" เคยเป็นอย่างไร บวกกับสไตล์ของหนังที่แปลกไปจากหนังไทยทั่วไป มีปมที่คนดูต้องตีความ มีสิ่งที่ตัวละครไม่ได้พูดออกมาแต่แสดงผ่านสายตาแทน...ซึ่งมันยากเหมือนกันที่จะเข้าใจได้ แต่ความคิดเห็นส่วนตัว, ไม่เห็นด้วยเลยที่จะต้องไปยึดติดกับภาพเดิมๆ เหล่านั้น
 
ถ้าเรียว กิตติกรคิดเช่นนั้น เขาจะทำคู่กรรมฉบับ 2013 ทำไม?
SPOIL ALERT
ฉากที่ชอบมากที่สุดคือฉากที่อังศุมาลินซ้อนท้ายโกโบริบนจักรยานหลังจากที่สะพานพุทธถูกระเบิด มันคือความรู้สึกสิ้นหวัง เกลียดแค้นสงคราม ในขณะเดียวกันเธอก็ยังต้องพึ่งพิงชายคนที่เข้ามาเพราะเหตุผลของสงครามเช่นเดียวกัน ฉากนี้ริชชี่แสดงทางสายตาได้ดีมากจริงๆ ครับ
 
เรารู้สึกว่ายังมีฉากที่ชอบอีกหลายฉาก อย่างฉากจบที่อังศุมาลินเดินขึ้นไปหาโกโบริที่นอนอยู่บนซากรถไฟซึ่งถูกระเบิด รู้สึกได้ถึงความเลวร้ายของสงครามอย่างมาก
 
 
 
อะนาตะโอ๊ะ ไอชิเตมัส. 

จดหมายถึงชาร์ลี (TPOBW, 2012)

posted on 24 Oct 2012 22:06 by iamdozenist in film directory Entertainment
The Perks of Being a Wallflower: TPOBW (2012) 
  
 
ชาร์ลี
 
นายไม่ต้องรู้หรอกว่าเราเป็นใคร
เหมือนที่เราไม่รู้เหมือนกันว่านายเขียนจดหมายหลายฉบับเหล่านั้นหาใคร
แต่ถึงไม่รู้จักกัน, บางทีเรื่องราวของนายกับเราก็คล้ายกัน
เพราะเราต่างก็กำลัง "อยู่" ในชีวิตวัยรุ่น และกำลังจะผ่านมันไป
 
เราว่าชีวิตนายน่าอิจฉาว่ะ,
น่าอิจฉาที่ได้พบเจอและทำหลายสิ่งหลายอย่าง
ที่คงมีแค่ช่วงวัยเดียวเท่านั้นที่ทำได้อย่างสบายใจ
เรื่องรัก, เรื่องเรียน, เรื่องเพื่อน, เรื่องร้ายแรงอะไรต่อมิอะไรต่างๆ
พอใช้เหตุผลคำว่า "วัยรุ่น" เท่านั้น มันก็หมดกังวลไปเลย
 
ส่วนหนึ่งมาจากตัวนายเองที่ไม่ยอมนิ่งอยู่กับที่
และอยากเปลี่ยนแปลงบ้าง
อีกส่วนหนึ่ง, ที่สำคัญ คือเพื่อนรอบข้างของนาย
ชาร์ลี, นายโชคดีที่เจอเพื่อนเหล่านี้ เพื่อนของนายแสนดีเหลือเกิน
 
ตอนที่แอบมองดูนาย, ก็คล้ายมองตัวเราเองนั่นแหละ
เราเคยเป็นคนไม่เข้มแข็งมาก่อน, ตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น
แต่กำลังพยายาม
นายทำให้เห็นว่าความพยายามทำมันมีอยู่จริง
อย่างน้อยหนึ่งปีที่ผ่านไป นายก็เปลี่ยนแปลงอะไรไปเยอะเหมือนกัน
อย่างน้อยที่สุด, แววตานายเข้มแข็งกว่าเดิมมาก
เราชอบคำพูดของนายที่ว่า
'ถ้าให้เธอรู้ว่ามีอะไรวนเวียนอยู่ในหัวฉันบ้าง
มันคงจะดีที่เราได้รู้ความรู้สึกต่อกัน'
มันอึดอัดใช่ไหม?

ยิ่งพอรู้ว่าปัญหาของนายคืออะไร, มันจุกจนแทบจะร้องไห้ออกมา
คนเราต่างก็มีปมปัญหาจากสมัยเด็กด้วยกันทั้งนั้น
อยู่ที่ว่าจะเข้มแข็งกับมันพอไหม และจะกล้าจัดการกับมันรึเปล่า
บางทีคำพูดของครูแอนเดอร์สันที่บอกไว้สั้นๆ ว่า "Just Try It" 
คงไม่ได้ใช้ตอบแค่เรื่องความรักเพียงอย่างเดียว
หรือเพราะเรายังไม่มีความรัก, เลยคิดไปได้แค่ว่า
"ต่อจากนี้อยากทำชีวิตตัวเองให้ดีบ้างเหมือนกัน"
 
แน่นอนว่าต้องมาจากความพยายามของเราเอง
และแรงจากเพื่อนรอบข้างด้วยเหมือนกัน
 
anonymous

----------------------------------------------------------------
 
ก่อนเข้าไปดูพอได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากเพื่อนมาเยอะว่าเป็นหนังรักที่น่าประทับใจ 
อันที่จริง, ส่วนตัวก็รู้สึกว่าคงถูกจริตกับหนังอารมณ์นี้
วันนี้พบว่าที่คาดหมายไว้ไม่ผิดไปสักเท่าไหร่
 
TPOBW คือหนังที่รวมเอาความเป็นวัยรุ่นอเมริกันเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบถ้วน
เรียน, รัก, ยา, มหาวิทยาลัย, หญิงสาว, เกย์, เลสเบี้ยน, เซ็กซ์, วัยรุ่น, ครอบครัว
เพราะมันมีองค์ประกอบเหล่านี้...ที่จำเป็นต่อชีวิตวัยรุ่น
หนังเรื่องนี้เลยพาเราเข้าไปดูชีวิตวัยรุ่นที่คล้ายจะสมบูรณ์แบบ, แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย
เพราะไม่ว่าวัยรุ่นที่ไหน แม้ภายนอกจะเข้มแข็งเพียงใด
แท้จริงเขาก็ยังเยาว์วัย และคงจะเปราะบางคล้ายๆ กัน
เราต่างก็อ่อนแอ เราเลยอยากไขว่คว้าหาตัวตนให้ได้มา
เราอยากถูกยอมรับ,
ยอมรับเพื่อล้มลง,
ล้มลง...เพื่อเริ่มต้นใหม่
 
สิ่งที่ดีของ TPOBW คือตัวละครทุกตัวที่ต่างทำหน้าที่ได้ดีและจำเป็นต่อการผูกเรื่องเข้าด้วยกันทั้งหมด
ไม่มีใครไม่สำคัญ, เพราะหนึ่งคนสะท้อนภาพปัญหาของวัยรุ่นที่ต่างกันไปแล้วมารวมตัวกัน
กลายเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจ, อาจจะมากกว่า
การแสดงทั้งของ Logan Lerman และ Ezra Miller คือสิ่งที่เจ๋งมาก 
โดยเฉพาะ Ezra ที่สลัดภาพเควินออกไปได้หมดเลย คุณยอดเยี่ยมมาก!
ส่วนหนึ่งเพราะบทของสองคนนี้ที่ดีเหลือเกิน และก็ต่างแสดงออกมาให้เห็นทั้งแววตาและน้ำเสียงที่ชัดเจน
 
หนังเรื่องนี้สำหรับเรา...ไม่ใช่หนังรัก แต่เป็นหนังวัยรุ่น
ที่ต้องดูตอนช่วงนี้เท่านั้น, ช่วงที่มันกำลังจะผ่านไป
เราชอบส่วนท้ายของเรื่อง, อย่างที่เขียนไปในจดหมาย
มันจุกนะ เหมือนจะร้องไห้ แต่ก็ไม่มีน้ำตา
จำได้ว่าตอนเดินออกจากโรง เหมือนหัวมันโหวงๆ ไปนิดหนึ่ง
แล้วอยากออกไปบอกรักคนที่ชอบเลยล่ะ :)

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ โดย iamdozenist* blog ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Thailand.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ iamdozenist.exteen.com.