book

ออกไปข้างใน.

posted on 24 Nov 2012 13:16 by iamdozenist in book directory Fiction, Entertainment, Knowledge
ออกไปข้างใน - นฆ ปักษนาวิน
(สำนักพิมพ์มติชน)
 
 
เราคุ้นเคยชื่อนักเขียนคนนี้มากขึ้นหลังจากไปแวะเวียนที่ร้านหนัง (สือ) ๒๕๒๑ ที่ภูเก็ตเมื่อปีก่อน
หนึ่งปีผ่านไป, เพิ่งได้มีโอกาสอ่านงานของเขา
และคงจะติดตามต่อไปเรื่อยๆ
 
"ออกไปข้างใน" ทำให้เราเกิดอาการวางหนังสือไม่ลงในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ความรู้สึกที่อยากอ่านให้จบในคืนเดียว (แต่ก็อ่านไม่จบหรอกนะ) องค์ประกอบที่เกิดขึ้นมาเป็นเรื่องสั้น 10 เรื่องนี้พาเราไปสำรวจยังส่วนลึกของจิตใจมนุษย์ที่ถูกผันแปรผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ตามกาลเวลา และทั้งหมด, อิงจากเรื่องจริง.
 
ในแต่ละเรื่องสั้นของนฆ, เรื่องราวถูกเล่าจากจุดเกิดหนึ่งไปยังอีกจุดเกิดหนึ่งซึ่งมีระยะห่างของเวลายาว-สั้นต่างกัน
เช่นกันกับสถานที่ซึ่งอาจเป็นโลกใบเดียวกันนี้ หรือโลกใบที่เราก็ไม่อาจไปถึงได้
และเรายังคงเชื่อว่าเรื่องราวเล่านั้นจะถูกลากต่อไปแม้ว่าหน้ากระดาษจะหมดลง
 
สิ่งที่ผูกโยงเราให้ตรึงอยู่กับเรื่องราวเหล่านั้น, ส่วนหนึ่งก็เพราะ "สถานที่" ในเรื่องสั้นนั่นเอง หลายที่เคยมีโอกาสแวะเวียนไป ตั้งแต่สยามสแควร์ เชียงใหม่ ภูเก็ต หรือแม้ถึงจะเป็นที่ที่ไม่เคยไป, ก็ระลึกได้ไม่ยากนัก ส่วนนี้มีผลทำให้เรานึกภาพตามไปยาก 
เรื่องสั้นแต่ละเรื่อง ผู้เขียนยังแทรกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเข้ามาอย่างแนบเนียนให้เป็นภูมิหลังหลักที่ขมวดปมต่างๆ ซึ่งผูกมัดตัวละครเหล่านั้นให้น่าสนใจและน่าทึ่ง เช่นเรื่อง "แผลเป็น", "ขนมหลากสี" และ "กลุ่มนักจิตบำบัด" ที่หยิบจับประวัติศาสตร์ช่วงตุลาคม 2519, พฤษภาคม 2553 และสงครามเวียดนามอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เรื่องสั้นเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องสั้นทางการเมือง แต่ปฏิเสธได้หรือเปล่าว่าเรื่องราวการเมืองเหล่านั้นไม่ได้ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของวัยหนุ่มสาว?
และเพราะเป็นเช่นนั้นทั้งหมด, จึงเข้าใจ, สะเทือนใจ, เศร้าใจ
 
เราพบว่าเรื่องสั้นของนฆมีความหม่นเศร้าและโรแมนติกคละเคล้ากันอย่างพอดี
เศร้า, เพราะมักพูดถึงการจากลา การสูญเสีย การหล่นหายและหลงลืมกันไป
แต่โรแมนติกเสมอทุกครั้งที่พูดถึงระบบความสัมพันธ์ที่วนเวียนไปมาของมนุษย์อย่างสมจริง
ในแง่ที่ว่าไม่มีใครอยู่กับเรานาน...
เราอาจผ่านช่วงเวลาที่ดีร่วมกันกับบุคคลหนึ่ง แต่สักวัน เราก็ต้องจากกันเพื่อไปพบคนใหม่
ซึ่งใครคนนั้นมีพลังมากพอที่จะทำให้เราหวนไปอดีตได้เสมอ
ตัวละครของนฆต่างเป็นเช่นนั้นกันทุกคนนั่นแหละ
 
สิ่งที่น่าสนใจและน่าเอาเยี่ยงอย่างคือการตั้ง "องค์ประกอบ" ที่จะทำให้เกิดเรื่องสั้นขึ้นมาอยู่ก่อนจะผูกสิ่งเหล่านั้นเข้าด้วยกัน กระบวนการเช่นนี้ส่งผลให้เรื่องสั้นไม่สั้น แต่ "ขยาย" ออกไปได้กว้างกว่าที่เราเคยคิด การนำประวัติศาสตร์การเมืองมาปรับเล่ากับเหตุการณ์ร่วมสมัยคือตัวอย่างหนึ่ง หรือเรื่อง "ตอง*" ที่เมื่ออ่านไปจนจบเราจะพบองค์ประกอบชิ้นส่วนที่แยกย่อยออกมา
กล้องถ่ายรูปโพลารอยด์,
ดวงตา,
ภาษาเยอรมัน,
นักท่องเที่ยว,
หาดป่าตอง ภูเก็ต,
และสึนามิ
โยงใยอย่างสวยงาม
 
 
พอคิดว่านี่คือเรื่องสั้นอิงกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง
พอคิดว่าตัวละครเหล่านั้นเคยมีชีวิตมาก่อน
มันจึงเศร้า
แต่พวกเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปเหมือนกันนะ :)
 
 
------------------------------------------------------------------------------------------
ส่วนตัวชอบหลายเรื่องนะ
ทั้ง "แผลเป็น" "กลุ่มนักจิตบำบัด" "นอร์ธ วินด์ บุ๊คส์" "กฏแห่งคู่แปด" และ "ตอง*"
เหล่านี้มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ทำให้เศร้าได้จริงๆ

...
นานมากแล้วที่ไม่ได้เขียนถึงหนังสือที่เราอ่านลงในบล็อกนี้
ตอนนี้สำหรับหนังสือที่อ่าน เขียนเป็นรีวิวสั้นๆ ไว้ใน Facebook
แต่สำหรับเล่มนี้ รู้สึกว่ามีอะไรมากกว่าที่จะเขียนในนั้นได้
ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ปัดฝุ่นตัวเองด้วย
 
"แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ" ซีไรต์ประจำปี 2554 ผลงานของจเด็จ กำจรเดช 
เล่มนี้ถือเป็นซีไรต์เล่มที่ 2 ที่อ่านจบ ถัดจาก "ลับแลแก่งคอย" ที่ถูกบังคับให้อ่านตอนปีหนึ่ง
แม้ว่าจะชอบอ่านหนังสือ แต่สำหรับงานซีไรต์บางประเภท ยอมรับว่ายังเข้าถึงไม่ได้เหมือนกัน
หลังจากนี้คงได้เริ่มอ่านมากขึ้นครับ
สำหรับ "แดดเช้าฯ" เราสะดุดตาด้วยชื่อหนังสือก่อน รู้สึกว่าเก๋ดี และก็คอยลุ้นให้ได้ซีไรต์ในปีนั้น ด้วยเหตุผลเพราะชื่อเนี่ยแหละ และเล่มนี้ก็ได้ซีไรต์จริงๆ ทั้งที่ยังไม่เคยอ่านเนื้อหาข้างในด้วยซ้ำ ตลกดี,,,
และกว่าจะได้อ่านมัน เวลาก็ล่วงมาเกือบปี
 
"แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ" คือเรื่องสั้นขนาดยาวมาก ยาว และสั้นปะปนกันไป
สะท้อนภาพปัญหาทั้งในมุมใหญ่ระดับประเทศ ขนาดย่อยระดับชุมชน
ไปจนถึงกระทั่ง...ปัญหาในตัวปัจเจกบุคคล
สิ่งที่โดดเด่นในเล่มนี้กลับไม่ใช่ภาษา เรารู้สึกว่าเป็นซีไรต์ที่อ่านได้เรื่อยๆ และใช้เวลากับมันได้ทั้งวัน
ไม่ต้องปีนบันไดอ่าน
หากแต่โดดเด่นด้วยสองอย่าง
หนึ่ง, คือตัวละครที่ไม่มีอยู่จริงตามสภาพนั้นหรอกในโลกใบนี้
ทั้งคนที่กล้าโยนภรรยาและลูกตัวเองลงหน้าต่าง,
คนที่แต่งตัวเป็นขุนศึกออกจากบ้านไปทำงานทุกวัน, หรือแม้กระทั่งใครที่มาจากดาวพลูโต
ไม่มีใครมาจากดาวดวงไหนนอกจากโลกใบนี้
แต่ชาวพลูโตแอบซ่อนอยู่ลึกๆ ในจิตใจของใครหลายๆ คนในสังคมปัจจุบัน
สอง, คือการเรียงร้อยเรื่องราวแบบกระโดดไปมา ไม่ได้เรียงตามลำดับเวลา
แล้วแต่ว่าผู้เขียนต้องการหยิบยกช่วงเวลาใดของเรื่องมา แล้วตัดสลับไป
แน่นอนว่าทำให้งงและจับประเด็นยาก
แต่ก็ทำให้เรื่องมีเสน่ห์ แม้จะต้องกลับมาอ่านเรียบเรียงซ้ำอีกรอบก็ตาม
 
สิ่งที่น่าสังเกตของเรื่องสั้นชุดนี้คือ เนื้อหาส่วนใหญ่พูดถึงชีวิตคนที่หากไม่อยู่ในเมืองใหญ่ ก็ใช้พื้นที่ภาคใต้ซึ่งเป็นดินแดนบ้านเกิดของผู้เขียนเป็นฉากหลังหลัก มีความเชื่อเกี่ยวกับทะเล ศาสนา ที่มีความเฉพาะตัวอยู่ในนั้น อย่างเช่นตอน 'หวังว่ากิมาซ์จะไม่พลาดอีก' หรืออย่างเรื่อง 'คล้ายว่าเริ่มจากฝน'
เชื่อว่าถ้าเราเป็นคนที่อินกับเรื่องภาคใต้ก็น่าจะทำให้เข้าใจหลายเรื่องราวได้ดีขึ้น
 
ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ชอบ และมีหลายเรื่องที่ไม่เข้าใจ
อย่างเรื่อง 'แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะจิบนั่งกาแฟ' เกือบจะใช่อยู่แล้ว แต่เพราะผู้เขียนใช้วิธีการเขียนสลับกันไปจนเราตามไม่ทัน ท้ายที่สุดก็เลยไม่เข้าใจ ไม่อินเสียอย่างนั้น หรืออย่างเรื่อง 'ไปกินมื้อเช้าที่ดาวพลูโต' ก็เช่นกัน มีแค่บางประโยคเท่านั้นที่ชอบจับใจ แต่โดยรวมยังตีไม่ออกว่าต้องการสื่อสารอะไร
แน่นอน, เป็นความผิดของเราเอง (ฮา)
อย่างไรก็ตาม มีเรื่องที่ชอบมากๆ อยู่สองสามเรื่อง
ชอบมากๆ ในที่นี่คือ ติดตรึงอยู่ในความคิดเนิ่นนานหลังอ่านจบ
หนึ่งในนั้นคือเรื่อง 'คล้ายว่าเริ่มจากฝน'
 
เราว่าเรื่องนี้ชัดที่สุดแล้ว ลำดับเรื่องไม่ซับซ้อน ทำให้เห็นภาพได้ง่าย
ยอมรับว่า, ส่วนหนึ่งที่ชอบเพราะเราเข้าใจมันที่สุดเนี่ยแหละ
แต่ในเรื่อง ยังมีอารมณ์ มีความรู้สึกอยู่เป็นส่วนประกอบเยอะมาก...สิ่งนี้ถูกกับจริตของเรา
จริงๆ แล้วเขากำลังพูดถึงเรื่อง "ความขัดแย้งทางเขตแดน"
แต่ผู้เขียนเลือกจะไม่หยิบยกประเด็นนั้นมาสื่อสารโดยตรง แต่เลือกเอาเรื่องมิตรภาพระหว่างเด็กชายสองคนมาพูดแทน ทำให้กลมกล่อม อบอุ่น และเมื่อเรื่องราวสุดท้ายจบลงอย่างนั้น ก็เลยทำให้เกิดความนิ่งไปชั่วขณะ
ยอมรับว่า, ส่วนหนึ่งที่ชอบเพราะฉากจบมันทำร้ายใจเหลือเกินเนี่ยแหละ
 
เรื่อง 'หวังว่ากิมาซ์จะไม่พลาดอีก', 'มิติทับซ้อนในโลกซ่อนเร้น' ก็น่าสนใจ
เรารู้สึกว่าเราชอบเรื่องอะไรก็ได้ที่มีอารมณ์ของความเศร้าอยู่ในนั้น คงเป็นโรคจิตของเราเอง.
 
"แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ" ยังน่าอ่าน
และก็น่าจะหยิบขึ้นมาอ่านตอนที่กาแฟยังหอมกรุ่น
รสชาติกาแฟคงเข้มข้นขึ้นหากอ่านเรื่องที่น่าตื่นเต้น น่าติดตาม
หรือมันอาจเจือจางไปบ้าง ถ้าจะมีน้ำตาหยดลงไปในถ้วยกาแฟ.
 

หนังสือเก่า

posted on 02 Apr 2012 20:57 by iamdozenist in book, life directory Lifestyle, Diary
สองเมษาห้าสิบห้า
ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
เรามาที่นี่สองครั้งต่อปี บางปีก็ครั้งเดียว
แต่สำนักพิมพ์จะพิมพ์หนังสือเล่มใหม่
สองครั้งต่อปี...
 
เราไม่ซื้อหนังสือใหม่
ไม่ใช่เพราะไม่อยากอ่าน
แต่ปีนี้เราไม่มีงบ
ครั้งนี้เลยตั้งใจมาดูหนังสือเก่า
บางเล่มก็เก่ามาก บางเล่มก็หายาก
แต่ทุกเล่มล้วนน่าสนใจ
 
เราชอบย่ำเดินไปตามทางที่มีบูธเรียงราย
เราชอบไล่นิ้วมือดูชื่อหนังสือที่อยู่บนสันปก
เราชอบค้น ชอบขุด ชอบคุ้ยกองหนังสือเก่า
เราชอบเปิดหนังสือดูผ่านๆ แล้ววางมันลงตอนเห็นราคา
เราชอบถ้ามันมีป้ายบอกว่า 50.- , 20.-
เราชอบถ้าเห็นหนังสือแปลกประหลาด น่าสัมผัส
เราชอบทั้งนั้น เราชอบที่มีงานนี้
 
:)
 
 
สรุปค่าความเสียหายงานหนังสือครั้งนี้ แค่ 220 บาท แต่ได้หนังสือมาห้าเล่มครับ
จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่อยากได้นะ แต่อยากลองอ่านดู
พิจารณาจากราคา และชื่อเรื่องเป็นหลัก
อย่าง "บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา" ของ underground bulleteen
หยิบเพราะชื่อเรื่องเลย แม้ไม่รู้ว่าจะได้อ่านรึเปล่า ฮ่าฮ่า
 
ครั้งนี้รู้สึกว่าได้เดินหลายส่วนดี แล้วก็ได้เห็นบูธที่มีหนังสือแปลกๆ ใหม่ๆ เยอะแยะ
เพิ่งมาเดินโซนแบบนี้ไม่กี่ปีก่อน ตอนเด็กๆ เราก็วิ่งวุ่นอยู่แต่ Plenary Hall เนอะ
จริงๆ แล้วโซนอื่นๆ มีหนังสือที่ดีและถูกกว่ามากมายเลย และน่าจะซื้อหาเก็บไว้ก่อนที่มันจะไม่มีอยู่แล้วเสียอีก
 
หนังสือที่เพิ่งออกใหม่...เดี๋ยวค่อยซื้อปีหน้า ยังไงก็คงยังไม่ได้อ่าน
ยังไงเขาก็คงพิมพ์ออกมาใหม่

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ โดย iamdozenist* blog ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Thailand.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ iamdozenist.exteen.com.