คู่กรรม (2013), กำกับโดย เรียว กิตติกร
 
 
ไม่อยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้หายไปเฉยๆ แม้ว่ามันอาจไม่ใช่หนังไทยที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ควรที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างที่เห็นกันในอินเทอร์เน็ต ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์น่าจะมีสิทธิมากพอที่จะไม่ต้องตรงตาม "ต้นฉบับ" หากแต่การตีความในอีกมุมมองของผู้กำกับต่างหากที่น่าสนใจมากกว่า
 
"คู่กรรม" เป็นหนังไทยไม่กี่เรื่องที่ตั้งใจว่าจะไปดูในโรงภาพยนตร์ให้ได้ตั้งแต่เห็นเทรลเลอร์บวกกับฟังเพลงประกอบที่ขอยกให้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชันภาษาไทย ภาษาญี่ปุ่นก็ตาม...(ล่าสุดเพิ่งปล่อยเพลง 'โกโบริ' ขึ้นมาซึ่งเป็นเพลงจากมุมของอังศุมาลิน) เอาเป็นว่าถึงขั้นเขียนลงไปในปฏิทินของตัวเองว่าเข้าฉายวันไหน...จริงจังมาก
 
แม้ว่าจะดูล่าช้าไปกว่าหนึ่งสัปดาห์ แต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่แตกแขนงออกเป็นสองสายทั้งชอบและไม่ชอบก็ทำให้ไม่อยากเปลี่ยนใจตัวเอง ยิ่งมีคนบอกว่า "ไม่ชอบ" นี่ยิ่งต้องเข้าไปพิสูจน์ว่าจะเป็นยังไง
ซึ่งสำหรับผลของเรา...เอนเอียงไปทางฝั่ง "ชอบ" มากกว่า แม้จะไม่ที่สุดก็ตาม 
 
ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่าเรายังไม่เคยอ่านบทประพันธ์ดั้งเดิมของคุณทมยันตี จึงไม่อาจพูดถึงประเด็นที่ภาพยนตร์นำเสนอไม่ตรงตามบทประพันธ์ รวมถึงเรื่องประโยคเด็ดอย่าง "ผมจะรอคุณที่ทางช้างเผือก" ซึ่งไม่ถูกพูดถึงเลยในหนัง ซึ่งอาจเป็นเรื่องดีก็ได้ที่ทำให้คนดูไม่ยึดติดกับคู่กรรมที่เราดูซ้ำกันมาสิบกว่าเวอร์ชันแล้ว
 
ชอบอะไร
1. สิ่งหนึ่งที่ติดอยู่ในหัวมาจนถึงตอนนี้คือเพลงธีมของเรื่อง เข้าใจว่าเป็นเพลงตอนเปิดเรื่องที่เรียวตัดสินใจนำเสนอเป็นการ์ตูนสองมิตินั่นแหละ และนั่นคือฉากเปิดที่น่ารักมากที่สุด ด้วยจังหวะเพลงที่ฟังสนุกๆ ในฉากต้นๆ ของเรื่องก็ทำให้มองเห็นว่าคู่กรรมฉบับนี้คงแปลกออกไป
2. การแสดงของณเดชน์ที่ยอมรับว่าดึงดูดมาก ณเดชน์คือโกโบริที่คล้ายจะเคยมีตัวตนจริงๆ ท่าทางทะเล้นกับบุคลิกที่หนักแน่นแต่ก็โอนอ่อนต่อความรู้สึกของอังศุมาลินถูกผสมผสานให้เข้ากัน ยิ่งพูดภาษาญี่ปุ่นกับภาษาไทยสำเนียงคนญี่ปุ่นก็ชัดมาก มีความสุขทุกครั้งที่ได้ยิน ขอยกความดีความชอบให้นักแสดงฝั่งชนชาติญี่ปุ่นทั้งหมดด้วยครับ
3. โปรดักชันนับได้ว่าเนี้ยบและสมบูรณ์พอตัว ทั้งภาพ การจัดวางองค์ประกอบศิลป์ที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังไทย เรามองเห็นแหละว่ามันถูกเซ็ตมาอย่างสวยงามไม่ว่าจะเป็นบ้านของอังศุมาลิน ห้องนอนของเธอ ไปจนถึงฉากงานแต่งงานที่ให้ความรู้สึกถึงสัมพันธไมตรีข้ามชาติจริงๆ เสื้อผ้าหน้าผมรวมไปถึงแสง มุมกล้องที่แปลกตา ทั้งหมดให้กลิ่นของหนังที่ต่างออกไปและเป็นเสน่ห์ที่ตรงจริตเราพอสมควร
4. กลิ่นของคู่กรรมฉบับนี้มันนิ่งๆ คล้ายหนังญี่ปุ่นเลยล่ะ เพราะอย่างนี้เลยชอบด้วยอคติส่วนตัวล้วนๆ คือมีภาษาญี่ปุ่นออกมาจากปากตัวละครคนไหนก็ตามก็มีความสุขแล้ว
 
ไม่ชอบอะไร
1. ติดที่สุดคงเป็นการตัดต่อและลำดับภาพรึเปล่านะ? อาจจะเป็นมุมมองส่วนตัวแต่รู้สึกว่าหนังตัดต่อกระโดดข้ามไปหลายจังหวะเหมือนกัน มันฉึบฉับไปและทำให้หลายครั้งดูตลก เป็นชิ้นของแต่ละช่วงเวลาที่มาต่อเนื่องกัน ชิ้นละเล็กละน้อย ซึ่งตอนดูแรกๆ เราขัดใจและงงไปนิดหน่อยเพราะคนไทยจะไม่คุ้นกับวิธีการเล่าอย่างนี้ แต่พอดูไปเรื่อยๆ ก็ชินและเริ่มจับได้ว่าหนังจะเล่าอย่างนี้แหละ คือจะพูดแค่เหตุการณ์นี้นะ บริบทรอบข้างไม่พูดถึงนะ ซีนที่ผู้กำกับเลือกมาคือซีนที่มีผลต่อเรื่องทั้งหมดแล้ว เพราะฉะนั้นอะไรที่จะช่วยให้เข้าใจซีนดังกล่าวมากขึ้นเลยไม่ต้องมีก็ได้ (อันนี้ส่วนตัวมากนะครับ อย่านำไปอ้างอิง ฮ่าฮ่า)
2. การแช่กล้องนิ่งๆ และซูมไปที่ใบหน้าของตัวละครหลายตัวมันงงๆ และดูตลกไปนิดหน่อยน่ะ 
3. เราไม่ติดการแสดงของริชชี่เท่าไหร่นัก เสียงของน้องอาจจะเจื้อยแจ้วไปบ้างแต่พอยึดหลักที่คุณทมยันตีกล่าวว่า "อังศุมาลินต้องเป็นคนแข็ง" มันทำให้เราลดการจับผิดน้องไปเยอะ แต่กลายเป็นโฟกัสไปที่แม่ของอังศุมาลินแทน โอ๊ย! แต่ละประโยคนี่เป็นหินเลยและเราไม่รู้ว่าเธอพูดเพื่ออะไรสั้นๆ ห้วนๆ เช่นนั้น ถ้าจะถามว่าอังศุมาาลินติดนิสัยอย่างนี้จากใครก็คงเป็นแม่ของเธอนั่นแหละ กับอีกคนหนึ่งคือ "วนัส" ที่แม้จะออกมานิดเดียวแต่ก็พลาดมาก หนังไม่จำเป็นต้องให้วนัสแข็งเช่นนั้น (รวมถึงไม่จำเป็นต้องซูมหน้าเขาให้หลอกเกินพอดีด้วย)
 
กล่าวอย่างสั้น...สำหรับคนที่จะไปดูคู่กรรมฉบับนี้ควรเปลี่ยนมุมมองตั้งแต่หนังเริ่มฉายว่า นี่คือสายตาของโกโบริ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะได้คือความรู้สึกอัดอั้นจากความรักที่ไม่เคยตอบกลับมาจากอังศุมาลิน พอคิดอย่างนี้แล้วสมองจะลบภาพคู่กรรมฉบับเก่าๆ ทั้งหมดไปได้เยอะทีเดียวครับ เหมือนดูหนังเรื่องใหม่ที่เราพอรู้จักสองตัวละครหลักมาก่อนแล้วนั่นแหละ 
 
ปัญหาของหนังเรื่องนี้ที่ทำให้รายได้ไม่สมหวัง ก็เพราะมันหักหลังคนที่มีภาพจำว่า "คู่กรรม" เคยเป็นอย่างไร บวกกับสไตล์ของหนังที่แปลกไปจากหนังไทยทั่วไป มีปมที่คนดูต้องตีความ มีสิ่งที่ตัวละครไม่ได้พูดออกมาแต่แสดงผ่านสายตาแทน...ซึ่งมันยากเหมือนกันที่จะเข้าใจได้ แต่ความคิดเห็นส่วนตัว, ไม่เห็นด้วยเลยที่จะต้องไปยึดติดกับภาพเดิมๆ เหล่านั้น
 
ถ้าเรียว กิตติกรคิดเช่นนั้น เขาจะทำคู่กรรมฉบับ 2013 ทำไม?
SPOIL ALERT
ฉากที่ชอบมากที่สุดคือฉากที่อังศุมาลินซ้อนท้ายโกโบริบนจักรยานหลังจากที่สะพานพุทธถูกระเบิด มันคือความรู้สึกสิ้นหวัง เกลียดแค้นสงคราม ในขณะเดียวกันเธอก็ยังต้องพึ่งพิงชายคนที่เข้ามาเพราะเหตุผลของสงครามเช่นเดียวกัน ฉากนี้ริชชี่แสดงทางสายตาได้ดีมากจริงๆ ครับ
 
เรารู้สึกว่ายังมีฉากที่ชอบอีกหลายฉาก อย่างฉากจบที่อังศุมาลินเดินขึ้นไปหาโกโบริที่นอนอยู่บนซากรถไฟซึ่งถูกระเบิด รู้สึกได้ถึงความเลวร้ายของสงครามอย่างมาก
 
 
 
อะนาตะโอ๊ะ ไอชิเตมัส. 

Comment

Comment:

Tweet

อยากดูอยู่นะ

#6 By in the mood for love on 2013-04-19 11:23

ทำที่มันแตกต่างจากเวอร์ชั่นก่อนๆ บ้าง มันก็ได้อีกอารมณ์นึงนะ
ปล.น้องริชชี่น่าร้ากกกกกก

#5 By Mr.P on 2013-04-18 11:31

@iamdozenist ไว้จะลองหาโอกาสไปดูครับ ไม่แน่ใจว่ายังเหลือโรงมั้ยbig smile

#4 By Faith on 2013-04-17 15:06

@faithink เชียร์ให้ลองไปดูครับ อ้อ! ไม่ได้มีแช่กล้องนานขนาดนั้นหรอกฮะ แต่ภาพรวมของหนังจะเรื่อยๆ เนิบๆ แต่ก็ดูสบายครับ

#3 By iamdozenist on 2013-04-14 21:25

ยังไม่ได้ดูครับ อ่านแบบนี้แล้วมีส่วนน่าสนเหมือนกัน แต่ไม่ชอบหนังสไตล์แช่กล้องนิ่งๆเท่าไหร่ =[]='

#2 By Faith on 2013-04-14 20:12

มีหลายคนบอกไว้เหมือนกันว่าถ้าจะทำในแบบของตัวเอง
ก็น่าจะใช้ชื่ออื่นที่ไม่ใช่คู่กรรม
( Hot! Hot! )

#1 By Nirankas on 2013-04-13 22:50

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ โดย iamdozenist* blog ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Thailand.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ iamdozenist.exteen.com.